โครงการอาสา(ครูบ้านนอก)
posted on 09 Feb 2007 09:43 by chinmp***โครงการครูบ้านนอก***

"การเดินทางก็เหมือนกับการค้นหาตัวเอง ค้นหาในสิ่งที่ตัวเองต้องการ"
การเดินทางแต่ละครั้งย่อมแตกต่างกันทั้งวิธีการเดินและหนทางที่เราจะเดินไป มีทั้งง่ายและยาก ทั้งสุขและทุกข์ในเวลาเดียวกัน ไม่มีใครกำหนดได้ว่าตัวเองจะต้องเดินไปตามทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะทุกก้าวย่างที่เราเดินไปข้างหน้านั้น ย่อมมีขวากหนามรอเราอยู่เสมอ เพื่อฝึกฝนให้เราแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม เพื่อทดสอบความอดทน ความเสียสละ ความมีน้ำใจ ทดสอบทุกอย่างที่ทำให้เราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคนานับประการที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตและทำให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ การเดินทางมาร่วม "โครงการครูบ้านนอก"ก็เช่นกันมันเป็นเสมือนสะพานที่ทอดยาวสู่ผู้เดินทาง ตามหาตัวเอง
*****************************************************************************
ครูบ้านนอกรุ่นพิเศษ BAD BOY ขึ้นดอยมาเป็นครูบ้านนอก
3-5 มกราคม 2550
เริ่มต้น พ.ศ.ใหม่กับการทำบุญแบบใหม่ ด้วยการมาเป็นครูบ้านนอกรุ่นพิเศษ กับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า Bad Boy จะ Bad Boy สมชื่อหรือไม่ต้องติดตามเรื่องราวของพวกเขา Bad Boy ประกอบด้วยครูที่มีชื่อว่า พุฒ ต้า เรย์ ใช่แล้วครูคนใหม่ของเด็ก ๆ คือ ดารา คือ พิธีกรจากรายการ พุฒ-ต้า-เรย์ นั่นเอง บททดสอบแรกของการเป็นครูและเป็นอาสาสมัครได้เริ่มขึ้นแล้วจากกิจกรรมต่าง ๆ ๆไม่ว่าจะเป็การเรียนรู้โครงการต่าง ๆ การลงแรงช่วยกันห่อของขวัญ เขียนป้ายประชาสัมพันธ์งานวันเด็ก และงานต่าง ๆ อีกมากมาย เพื่อเตรียมสำหรับงานวันเด็กที่จะถึงในไม่กี่วันข้างหน้าแล้ว ทำเอาคุณครูของเราหมดแรงกันไปตามๆกัน เพราะของขวัญที่ต้องช่วยกันห่อก็ร่วม 2000 ชิ้น กว่าจะทำงานกันเสร็จก็ปาเข้าไปเย็นมากแล้วซึ่งมันก็เป็นเวลาอันควรที่คุณครูของเราจะได้พักผ่อนเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ตอนเช้าเพื่อที่จะไปเป็นครูบนดอยที่หมู่บ้านแห่งทะเลหมอก บ้านยะฟู แล้วอยู่ๆครูพุฒก็พูดขึ้นมาว่า เรามีอะไรมาโชว์ให้เด็กๆและหงะปา-หงะเอ ดูครับ แล้วการแสดงของครูก็เริ่มขึ้น นั่นก็คือสิ่งที่ครูได้สอนเรื่องกิจกรรมเข้าจังหวะให้กับเด็กๆในห้องเรียนนั่นเอง การแสดงในชุดนี้มีเด็กๆร่วมแสดงด้วยเป็นการแสดงที่เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มได้อย่างล้นหลามสำหรับค่ำคืนนี้ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปพักผ่อน
เอาหละกินกันให้อิ่มนะเพราะเดี๋ยวเราจะต้องใช้พลังในการเดินไปน้ำตกกันต่อ ครูหนึ่งในสามตะโกนบอกกับเด็กๆ การเดินไปน้ำตกเป็นการเปิดเวทีการแลกเปลี่ยนระหว่างคุณครูกับเด็กๆ ครูได้เรียนรู้เรื่องราวในป่าจากเด็ก เด็กได้กลายมาเป็นครูของผู้ใหญ่ เมื่อยามราตรีมาเยือน เสียงสองมือที่ตีกระทบหนังกลอง.......ด้วยห้วงทำนองเป็นจังหวะเพลงซ้ำไปซ้ำมาประกอบกับเสียงฉาบและการเป่าจิ้งหน่องขบวนผู้คนแต่งกายในชุดชนเผ่าลาหู่ล้อมวงเป็นวงกลมประกอบด้วยท่าเต้นย้ำเท้าไปตามจังหวะกลองเข้ากับทำนองได้เป็นอย่างดีจะคึหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าปอเตเวครูบ้านนอกและหงะปา(พ่อ)หงะเอ(แม่)รวมทั้งเด็กๆในชุดชนเผ่าลาหู่ทั้งครูและเด็กเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน
ในค่ำคืนนั้น ทางทีมงานครูบ้านนอกได้นั่งพูดคุย กับครูบ้านนอกที่มาร่วมงาน คำพูดที่เขากล่าวมามันกินใจดีนัก เมื่อก่อนผมคิดว่าตัวเองใช้ชีวิตที่เรียบง่ายที่สุด ไม่มีอะไรจะเรียบง่ายเท่าผมแล้ว แต่พอมาที่นี่เหมือนตัวเองทำตัวยุ่งยากมากเลย โคตรเรื่องมากเลย ครูต้า พูดเปิดเผยความในใจ และ อีกหนึ่งข้อคิดที่เขาอยากถ่ายทอด
เช้าวันใหม่ คณะครูบ้านนอกเริ่มออกเดินทาง กันตังแต่ 9 โมงเช้า โดยทางมูลนิธิจะมีรถขนสัมภาระไปให้ที่หมู่บ้าน แต่ครูของเราจะเดินเท้าเข้าหมู่บ้านอันเป็นระยะทาง 3 กิเมตรโดยประมาณ กว่าจะถึงหมู่บ้านเป็นเวลา 11โมงแล้ว โดยไม่ต้องรอช้าคณะครูของเราก็เริ่มแนะนำตัวกับเด็กๆและ หงะปา-หงะเอ รวมทั้งคุณครูสง่าครูผู้เสียสละเพื่อเด็กๆเมื่อรู้จักกันเป็นที่เรียบร้อยก็มาเริ่มการสอนกันเลย มีทั้งกิจกรรมเข้าจังหวะ , ภาษาไทยภาษาอังกฤษ ครูก็สอนกันมันเด็กก็เรียนกันเพลินจนลืมข้าวกลางวันกันไปเลยได้เวลาทานอาหารกลางวันแล้ว วันนี้คุณครูใจดีมีอาหารมาเลี้ยงด้วย เป็นข้าวหมูแดงแสนอร่อยและผลไม้น่ากินตั้งหลายอย่าง
|
ความสุขจากจุดเล็ก ๆ ที่ใหญ่ในใจเรา แต่ที่เราคิดว่าเป็นความใหญ่โต มันอาจเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ของใครหลาย ๆ คน เพียงแค่เวลาไม่กี่ชั่วโมงใน 365 วัน มันทำให้เขาเรียนรู้อะไรได้เยอะ ๆ วันแห่งการร่ำลา เริ่มต้นวันนี้ด้วยการขึ้นไปชมทะเลหมอกและทิวทัศน์ของหมู่บ้านตอนย่ำรุ่ง จิบชาร้อนๆผ่อนคลายอารมณ์ ไม่น่าเชื่อนะพี่ว่าเวลาแค่ 2 คืน 3 วันจะทำให้เราได้เจอได้พบสิ่งที่มีคุณค่าและจรรโลงใจอย่างที่นี่ สงสัยว่าวันหยุดครั้งต่อไปของผม อาจจะเป็นที่นี่ก็ได้



**********************************************************
***ประสบการณ์ครูบ้านนอก***
ฉันเป็นครูของพวกเขา

กลับมาจากการท่องเที่ยวเชียงรายได้สามวันแล้ว ความรู้สึกที่ยังไม่สามารถบรรยายมีอยู่เต็มอก ช่วงเวลาเจ็ดวันที่อยู่เชียงราย เดินทางไป-มาในอำเภอเมือง รวมทั้งหลายวันที่ใช้เวลาอยู่บนภูเขาสูง หลายวันที่ผ่านมานี้เราอยู่กทม. และยังคงนอนหลับไม่ค่อยสนิท ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกมึนๆ ยังชอบห้องที่มีแสงสลัวๆ ยังคงเดินตัวเอียงๆ เท้ายังเกร็งๆ ไม่คุ้นกับพื้นคอนกรีต เราคิดถึงดอยนั้น บ้านแม่สลักเย้า...
ภาพต่างๆ จำนวนหลายร้อยรูปที่เก็บกลับมาทำให้ฉันยังคิดถึงพวกเขามากๆ เพื่อนๆ ที่ไปด้วยไม่รู้ว่าจะรู้สึกอย่างไร แต่ฉันรู้สึกเหงาๆ คิดถึงคุณยาย เจ้าเด็กซนทั้งสองคน ณัฐพงษ์ พี่ชายป. 3 ที่แสนจะน่ารัก กับน้องชายลิงๆ ป.1 สุดแสนจะซน และกัน...หลานสาวตัวน้อย อยากทานอาหารบ้านๆ ข้าวกับตะเกียบ และแสงไฟจากตะเกียง ... ฉันคิดถึงห้องน้ำสุดหรูของบ้านคุณยาย น้ำเย็นๆ สดชื่น กลิ่นส้ม เสียงหมู และเสียงขันของเจ้าไก่ตอนตี 3 ...4....และ 5
เสียงที่ยังก้องอยู่ ของเด็กๆ ที่โรงเรียนห้วยชมภูยังคงก้องอยู่ในหู ถึงแม้วันนี้ พรุ่งนี้หรือชาตินี้จะไม่ได้เจอพวกแกอีก ฉันจะเก็บเรื่องราวเหล่านี้ไว้ให้เป็นความทรงจำที่ดีตลอดไป ดวงตากลมๆ ใสซื่อของเด็กๆ ที่โรงเรียนทำให้เกิดความรักแบบไม่มีเงื่อนไข ฉันซึ่งทำหน้าที่เป็นคุณครูประจำชั้นป.1 เด็กซึ่งไม่มีใครอยากสอน ใครๆ ก็กลัว พวกเค้าคือปูตัวน้อยๆ ที่คุณครูต้องคอยจับใส่กระด้ง สอนทักษะต่างๆ เพื่อให้พวกเค้าโตขึ้น และอยู่รอด...
ขณะที่ฉันกำลังเริ่มสอนในห้องเรียนชั้นป.1 เด็กที่ขึ้นชื่อว่าไม่มีใครเอา ชอบรังแกเด็กคนอื่นๆ เด็กชายวัยซนคนนี้นั่งก้มหน้าก้มตา ไม่สนใจคุณครูคนใหม่เลยสักนิด สักพักคุณครูใหญ่เดินผ่านมาและเรียกฉันออกไปคุยด้วย ท่านพูดว่าเด็กคนนี้มีปัญหาทางจิตใจ และครอบครัว หากว่าเขาก่อปัญหา ให้จัดการเขาได้เลย เค้าก็ไม่เรียนจริงๆ ด้วย....ปีนขึ้นไปนั่งบนขอบหน้าต่างของห้อง ดินสอ ยางลบก็ไม่มี
ฉันเริ่มการสอนด้วยวิชาเลข และได้หยิบชีทการบ้านออกมาจากให้เด็กๆ เริ่มทำกัน เด็กๆ บางคนฉลาดและว่องไวมาก ทำเสร็จก็รีบมาส่งให้ตรวจ ส่วนเด็กอีกหลายคนกำลังมีปัญหา บางคนยังฟังภาษาไทยไม่ได้ บางคนเขียนเลขยังไม่เก่งเลย แต่พวกเขาพยายามที่จะเรียนรู้ และสุดท้ายพวกเราก็ผ่านไปได้ด้วยดี ตอนนั้นค่อนข้างกลุ้มใจกับเด็กพม่าอีก 2 คนที่เราไม่สามารถสื่อสารให้เค้าฟังได้ คุณครูอมราได้บอกว่าสักวัน และอีกไม่นานพวกเขาจะสามารถสื่อสาร และอยู่ในสังคมนี้ได้
พวกเด็กๆ ชอบการวาดภาพ และระบายสี บางคนวาดภาพตามจิตนาการได้สวยงามมาก ฉันได้เรียนรู้และเริ่มเข้าใจในตัวเด็กๆ จากภาพที่พวกเขาสื่อออกมา เด็กไฮเปอร์จอมซนวาดภาพคนได้สวยกว่าครูเสียอีก เด็กๆ คิดถึงบ้าน และคุณแม่ของพวกเขาซึ่งแม่ของหลายๆ คนจำเป็นต้องเข้ามาทำงานในกทม. และส่งเงินจำนวนหนึ่งกลับไปจุนเจือบ้านบนดอย เด็กๆ หลายคนเคยมีโอกาสได้เข้ากทม. พวกเขาเล่าให้ฉันฟังด้วยอาการที่ดีใจ และแววตาที่เปล่งประกาย หลังจากการระบายสี และวาดภาพ คุณครูก็หยิบยางลบออกมาแจกเด็กๆ ทุกคน เด็กๆ ท่าทางตื่นเต้นและดีใจกันมาก เพื่อนๆ ในห้องรักกัน มีการแตกแยกกลายเป็นกลุ่มๆ ก็เหมือนตอนที่เราเป็นเด็กนั่นละ พวกเขาไม่ได้ต่างอะไรกับพวกเราตอนเด็กๆ เลยสักนิด
เด็กคนหนึ่งเคี้ยวหมากฝรั่งและถูกเพื่อนแกล้ง หมากฝรั่งติดเลอะอยู่รอบปากของเขา เขาเริ่มร้องไห้ เสียงดังชึ้นเรื่อยๆ เพื่อนๆ ของเขาวิ่งมารายงานฉัน ฉันรอท่า ทำเฉย นั่งตรวจงานเด็กๆ ต่อไปและดูทีท่าของเขา สังเกตเห็นว่าเขายังคงเรียกร้องความสนใจ ฉันสอนเด็กด้วยการให้อภัยซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งเตือนเด็กจอมซน เค้าสำนึกผิดและกล่าวคำขอโทษต่อหน้าเพื่อนๆ ทุกคนในชั้น และในที่สุดพวกเขาก็ดีกัน
ก่อนพักทานข้าวเที่ยง...ฉันหยิบหนังสือนิทานของแบมแบม หลานสาวตัวน้อยที่รักออกมา เด็กๆ ทำท่าสนใจ และมานั่งร้อมวงกันเป็นวงกลมหน้าชั้นเรียน ฉันอ่านเรื่องเจ้าม้ากลับเจ้าลา เด็กเลี้ยงแกะ... พวกเขาทำท่าสนุก มีคำถามต่างๆ เกิดขึ้นในหัวพวกเขา ถึงแม้บางคนจะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของนิทานเท่าไรนัก แต่นิทานของฉันก็สอนเด็กๆ ได้มากมายถึงความกตัญญู การเสียสละ และไม่พูดปด พวกเด็กๆ ก็เช่นกัน เจ้าพวกตัวน้อยเหล่านี้สอนฉันให้อดทน และรักพวกเขาเหมือนรักตัวเอง ฉันรู้สึกมีความสุขที่เห็นรอยยิ้มน้อยๆ ของพวกเขาตอนที่เรียกฉันว่า ครูกระต่าย...
ช่วงพักกลางวัน...ที่โรงเรียนห้วยชมภู พวกเราคุณครูอาสามาร่วมทานอาหารกัน ฉันสนุกกับการแลกเปลี่ยน และเล่าประสบการณ์การสอนกับเพื่อนๆ ครู...
เด็กป.1 ของฉันถามฉันในห้องว่า "คุณครูกระต่ายค่ะ ครูเป็นฝรั่งเหรอคะ?" ฉันอึ้งไป 3 วิ "ทำไมผมครูถึงสวย และมีสีทอง หนูชอบจังค่ะ" ฉันหยุดคิดและนึกขำ พวกแกใส ซื่อ น่ารักเอามากๆ เจ้าสาวๆ ตัวน้อยแอบจับผมของฉันด้านหลังขณะที่ฉันกำลังนั่งตรวจแบบฝึกหัดในห้อง (จริงๆ แล้วผมของข้าพเจ้าไม่ใช่สีดำสนิท และมีประกายออกเล็กน้อย พวกแกนี่ช่างสังเกตกันจริงๆ เลย ^^)
หลังจากทานอาหารเสร็จ คุณครูปรึกษากันว่า จะแลกห้องสอนกันดีหรือไม่ ฉันไม่ได้คิดอะไรมากนัก ใครอยากแลกก็แลกได้ เด็กๆ ป.1 ที่ไม่มีใครสนใจ ก็ยังไม่มีใครอยากสอนอยู่ดี ใจจริงแล้วฉันอยากสอนเด็กมัธยม ฉันอยากเล่าประสบการณ์ วิชาความรู้ และส่งเสริมให้พวกเขาได้รู้จักคิดเพื่อพัฒนาอาชีพ และความสนใจในการเรียนของตนเอง แต่....ฉันคิดว่าก็ดีแล้ว ฉันเป็นห่วงเด็กป.1 ของฉัน เราเพิ่งทำความรู้จักกันได้ไม่กี่ชั่วโมงเองนี่
ในการสอนช่วงบ่าย มุเส็ง (นามสมมุติละกัน) เจ้าเด็กจอมซนเดินออกจากห้องเฉย ฉันรีบคว้าแขมเสื้อของเค้าไว้ และถามว่าจะไปไหน และให้กลับไปนั่งโต๊ะที่นั่ง เขาทำท่าหงุดหงิด นั่งลง ก้มหน้าและดื้อเอามากๆ ฉันเลยถามเสียงดุว่า จะไปไหนให้บอกคุณครูเพื่อรับรู้ก่อน ฉันอนุญาตให้เขาออกจากห้องเนื่องจากเขาพูดว่าเขายังไม่ได้ทานข้าวกลางวัน และจะกลับไปทานที่บ้าน (ฉันเริ่มปวดหัว และปล่อยเขาไป โดยได้ถามเพื่อนๆ ในห้องว่าปกติเขาทานข้าวเวลานี้หรือ?? ฉันงง @_@)
ช่วงบ่าย อาหารเต็มท้อง...เด็กๆ ซนขึ้น และเริ่มอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น ฉันคงคิดผิดที่เริ่มอัดวิชาภาษาไทยให้พวกเขา และตามด้วยทำแบบฝึกหัดภาษาไทย เด็กๆ ทำได้ดีมาก แต่แล้วฉันก็มีปัญหาใหญ่เนื่องจากเด็กราว 30% เขียนภาษาไทยไม่ได้ แต่แบบฝึกหัดที่ฉันให้ทำนั้นเกี่ยวกับ สระ ใ- และ สระ ไ- ฉัน....ขำตัวเองตอนที่มีเด็กเดินมาหา และถามว่า ครูคะ ลำไย หรือ ลำใย ที่สะกดถูก.......ฉัน....ก็เรียนถึงป. โทแล้ว ยังสะกดไม่ถูกเหมือนกัน จึงบอกเด็กๆ ว่าพรุ่งนี้คุณครูค่อยตรวจนะคะ เอากลับไปทำต่อให้เสร็จเป็นการบ้าน ^^ (แอบออกมาถามครูคนอื่น ครูก็ให้คำตอบไม่เหมือนกันอีก) หลังจากนั้นฉันนำดินสอที่เตรียมไปแจกเด็กๆ ทุกคนในห้อง
เย็นวันนั้น ฉันถามเด็กๆ ว่าใครมีน้องสาวบ้าง คุณครูมีเสื้อผ้ามาให้ ฉันเลือกเสื้อให้เด็กๆ 3 คน ฉันแจกเสื้อ กางเกง และกระโปรงของแบมแบม ทั้งหมดคงสภาพดี พวกแกตื่นเต้นและยกมือไหว้ขอบคุณ และในเช้าวันต่อมา...ฉันเห็นเด็กคนหนึ่ง กำลังใส่เสื้อน้องแบม เดินอยู่ในสนามโรงเรียน เขาแก้มยุ้ย ตากลม ผมหน้าม้า กำลังยืนพุงแอ่นอยู่ด้วยชุดที่ค่อนข้างฟิต แต่ก็น่ารักมากๆ
เช้าของวันที่สอง พวกคุณครูแบ่งกลุ่มกันสอน กลุ่มฉันสอนคณิตศาสตร์ ด้วยเกมส์นับจำนวนและบิงโก...พวกเราค่อนข้างเหนื่อยเนื่องจากการใช้เสียง เราต้องคุมและเล่นเกมส์กับเด็กๆ จำนวน 50 คนต่อ 1 กลุ่ม และแล้วเวลาก็มาถึง ฉันออกจากลุ่มเพื่อไปเป็นเวรทำอาหารกลางวัน ครูแอน ครูปั๊บ ครูซ้ง และฉันทำผัดผักคะน้าหมู และผัดผักบุ้ง หลายคนชมว่าอาหารมื้อนั้นอร่อยมาก พวกเราชอบทานส้มตบท้ายหลังอาหาร เพื่อนฉันเรียก "ครูกระต่าย มีเด็กๆ กำลังหาครูอยู่" ฉันเหลือบไปเห็น และถามว่ามีอะไรคุณครูกำลังทานข้าวกันอยู่ เด็กๆ ตอบว่า "เอาการบ้านมาส่งครูกระต่ายค่ะ" ฉัน.....หยุดทานอาหาร และเดินออกไป จูงพวกเขาออกไปเดินเล่นกัน พวกเขา 4-5 คนจูงมือฉัน จับเสื้อฉันไว้ไม่ให้ห่าง ฉันบอกว่าฉันไม่ตรวจการบ้านแล้ว ให้เป็นหน้าที่ครูอมรา คุณครูของพวกหนูนะคะ
เด็กผู้ชายเอ่ยว่า อยากเล่นบอล... ฉันจึงให้เขาเข้าไปเอาในห้องพักครู ทันใดนั้นฉันได้ยินเสียงดัง เขาถูกไล่ตะเพิดออกจากห้อง ลูกบอล 4-5 ลูกกองอยู่และถูกห้ามหยิบออกมา ฉันจึงขออนุญาตครูที่โรงเรียนให้พวกเขาเด็กป. 1 เล่นบ้าง เราเล่นลิงชิงบอลกัน เล่นกับครูกู๋ที่แสนจะใจดียอมเป็นลิงให้ตลอดช่วงแรก พวกเราสนุกมาก ตอนเย็นเด็กๆ ขอให้ฉันเดินไปส่ง และไปเยี่ยมบ้านของพวกเขาบ้าง ฉันจึงจูงมือเด็กๆ ออกเดินทางไปตามถนนดินหน้าโรงเรียน และส่งพวกเขาที่ทางแยก ฉันนึกถึงคำพูดคุณครูที่โรงเรียเสมอว่า "ให้พวกแกได้จับมือเรา ได้แตะเราบ้าง และอยากให้ครูอย่างเราแตะที่ไหล่ของพวกเขา แสดงความรักบ้าง..." ฉันรู้สึก น้ำตากำลังจะไหลทุกครั้งที่นึกถึง ฉันกลับแสดงความรู้สึกรักด้วยการกอด และจุ๊บน้องแบม แต่ฉันไม่สามารถทำกับเด็กๆ เหล่านี้
ในวันสุดท้ายที่เราต้องลากัน....เด็กๆ ยืนแถวเป็นวงกลมขนาดใหญ่รอบสนาม มีครูอาสาคอยอยู่ใกล้ๆ ฉันลงไปกอดเด็กๆ ของฉัน เห็นเด็กน้อยทั้งสามติดกิ๊บที่ฉันติดให้ในวันแรก บางคนก็ใส่เสื้อที่ฉันให้ พวกเขากำมือฉันไว้แน่น เกาะฉัน อยากให้ฉันอยู่ใกล้ๆ และในที่สุดช่วงที่คุณครูต้องลาเด็กๆ ทุกคน อนุบาล-ม.3 จำนวนสองถึงสามร้อยคน ฉันเดินวนไปทางขวา....เดินจากเด็กป.1 ไปเจอเด็กอนุบาล ม.3 ม.2 .... ฉันอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ และเริ่มเดินตบไหล่ กอดเด็กๆ ฉันเดินก้มหน้า พูดวนไปวนมากับพวกแกว่า "เราต้องเป็นเด็กดีนะคะ เราต้องขยันเรียนหนังสือนะคะ เป็นคนดี รักกันให้มากๆ นะคะ ดูแลน้องๆ ที่ยังเด็กอยู่ด้วยนะ" ฉันเดินครบรอบ และสังเกตเห็นเด็กน้อยหันหลังให้ฉัน ฉันลงไปดูแก น้ำตาคลอเต็มเบ้า แกยืนนิ่ง แอบร้องไห้ ฉันทนไม่ได้แล้ว ร้องโห....ลงไปกอดแก และเด็กๆ ข้างๆ อีกครั้ง ฉันบันทึกภาพส่วนสุดท้ายไว้เป็น VDO Clips มันยังคงถูกเปิดดูเสมอ ฉันไม่อาจลืมวันนั้นได้
" ฉันมีความสุขเสมอ และดีใจที่ได้มีความทรงจำดีๆ ที่โรงเรียนของพวกเขา ห้วยชมภู บ้านแม่สลักเย้า และจะจดจำไว้ตลอดไป ขอบคุณครู รวมทั้งนักเรียน เพื่อนๆ ของฉันทุกๆ คนนะคะ "
********************************************************************************
เพื่อนๆคนไหนสนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.bannok.com/volunteer/
ขอขอบคุณ
ที่มา www.bannok.com/volunteer
edit @ 2007/03/08 14:45:10

#1 By (124.120.110.17) on 2008-12-12 21:52